หลังจากทีสามารถหลบออกมาจากพระปรางค์สามยอดได้สำเร็จ

เราก็เดินทางไปยังวัดมหาธาตุ วัดนี้ถ้าเดินทางโดยรถไฟ

พอออกมาจากสถานีก็จะจะเอ๋กับวัดพอดีเลยค่ะ

สำหรับวัดมหาธาตุนั้น ก็เป็นวัดสำคัญที่เราจะพบได้ตามเมืองสำคัญต่างๆ

เหมือนเป็นสถานที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของพุทธศาสนิกชนในเมือง มีการใช้งานยาวนาน

ตั้งแต่สมัยขอมเรืองอำนาจจนถึงสมัยอยุธยา วัดนี้มีการบูรณะในสมัยของพระมหาจักรพรรดิ

สมเด็นพระนารายณ์ และพระเจ้าบรมโกศ

โดยมีปรางค์ประธานที่สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นก่อนสมัยอยุธยา

คล้ายๆกับที่วัดนครโกษาที่อาจเป็นแม่แบบในการพัฒนาจนเป็น

เจดีย์ทรงปรางค์ ศิลปะต้นกรุงศรีฯก็เป็นได้

ภายในวัดประกอบด้วยระเบียงคดล้อมรอบปรางค์ประธาน มีส่วนท้าย

ของวิหารยื่นล้ำเข้ามาในระเบียงคด ซึ่งเป็นรูปแบบของการสร้างในสมัยอยุธยาตอนต้น

มีการสร้างปีกปรางค์ ๒ ด้านซึ่งพัฒนามาจากรูปแบบขอมเช่น ปราสาทบันทายศรี ซึ่งเป็น

การสร้างปราสาท ๓ หลังเรียงติดกัน

สภาพซากปรักหักพังที่เคยเจริญรุ่งเรืองในอดีต....

ต่อมาเราก็ใช้วิธีการเดินจากวัดมหาธาตุไปยังวังนารายณ์ราชนิเวศน์

ซึ่งก็อยุ่ไม่ไกลจากวัดมากนัก วังหลังนี้เป็นที่ประทับของพระนารายณ์ ซึ่งแสดงถึง

การก้าวเข้ามามีอำนาจของขุนนางในการปกครองแผ่นดิน เพราะพระนารายณ์

เป็นขุนนางที่ปราบดาภิเษกขึ้นครองกรุงศรีอยุธยา ซึ่งเนื่องจากพระองค์เป็นคนลพบุรี

จึงได้เลือกมาประทับอยุ่ ณ พระราชวังแห่งนี้ ทำให้ราชสำนักแทบจะต้องย้ายมาอยุ่ลพบุรีกันหมด

เหมือนเป็นการย้ายเมืองหลวงจากอยุยามายังลพบุรียังไงยังงั้น ก็คิงอยู่ที่นี่นี่นา!

ภายในวังประกอบด้วยพระราชฐานชั้นนอก ซึ่งได้แก่ ๑๒ ท้องพระคลัง

ใช้เป็นที่เก็บของของราชสำนัก,เรือนรับรองแขก ลักษณะคล้ายวิหารหลวงของวัดมหาธาตุ

ช่องประตูเป็นรูปกลีบบัวแบบเปอร์เซีย มีสระน้ำซึ่งเชื่อว่าแต่ก่อนมีการทำน้ำพุด้วย,

ตึกพระเจ้าเหา ซึ่งสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นวิหารวัด

เขตพระราชฐานชั้นกลาง ได้แก่ส่วนพระอุทยาน พระที่นั่งสุทธาสวรรค์

เป็นสถานที่หย่อนพระราชหฤทัยของพระนารายณ์ มีแอ่งน้ำล้อมรอบ ๔ ทิศ

ซึ่งโปรดให้พวกข้าราชการมาอ่านฎีกาและเอกสารต่างประเทศถวาย บริเวณกำแพง

มีการเจาะช่องไว้จุดพระประทีปเพื่อให้แสงสว่าง พระที่นั่งแห่งนี้แหละที่ทรงประทับ

ทอดพระเนตรสุริยุปราคาและต่อมาก็ได้เสด็จสวรรคต ณ พระที่นั่งแห่งนี้ด้วย

พระที่นั่งดุสิตสวรรค์ฯ เป็นสถานที่ที่กล่าวว่าพระนารายณ์ใช้รับราชทูตอิหร่าน

หลักฐานจากจารึกของทางอิหร่านบรรยายว่าใช้กระเบื้องมุงหลังคาสีเหลืองที่น่าจะนำเข้า

จากประเทศจีน ช่องหน้าต่างต่างๆใช้กระจกจากฝรั่งเศสประดับ พระบัญชรในรูปคือพระบัญชร

ที่พระนารายณ์จะประทับว่าราชการ

เที่ยววังกันหนำใจแล้ว ก็ได้เดินต่อไปจากประตูของพระราชฐานชั้นกลาง

ไปตามตรอกถนนฝรั่งเศสก็จะไปถึงบ้านวิไชเยนทร์ หรือที่พำนักของคอนสแตนติน

ฟอลคอน ออกญาชาวกรีกคนสนิทของพระนารายณ์และสามีของท้าวทองกีบม้านั่นเอง

บ้านวิไชเยนทร์ประกอบด้วยส่วนของบ้าน เรือนรับรองแขก ห้องครัว โบสถ์

และเรือนรับรองแขก ลักษณะการสร้างก็เป็นแบบตะวันตก ทางเข้าบ้านทำบันไดทรงโค้ง

ครึ่งวงกลม ซึ่งดูยังไงก็ฝรั๊งฝรั่ง

ระหว่างที่เดินชมบ้านดีๆ โอ๊ะ! นี่มันฟอลคอนหรือตัวอะไรวะเนี่ย?!

ไหนๆก็มาแล้ว ขอถ่ายเล่นๆเอาซะหน่อยเถอะ ^^

 

>>ออกภาคสนาม:"ลพบุรี"เมืองนี้ไม่ได้มีแต่ลิง (๑)<<

Comment

Comment:

Tweet

ได้ความรู้มากมาย ขอบคุณมากเลยค่า~

#9 By 009 (115.87.103.153) on 2010-05-28 23:12

โอ

สวยจังครับ

#8 By keaaaa on 2010-05-16 18:34

สุขสันต์วันสงกรานต์ค่ะปืนฉีดน้ำ ปืนฉีดน้ำ ปืนฉีดน้ำ

#7 By Meowzilla Zilla on 2010-04-17 11:17

ความรู้ๆๆ ต้องสูบบบบบ

ตึกที่ดูแบบตะวันตก แต่พอกลายเป็นซาก...กลับทำให้นึกถึงตะวันออก แบบไม่เข้าข้างตัวเองเลยว่า วัสดุที่ใช้ก็วัสดุตะวันออก มันดูหลอนๆชอบกลครับ

#6 By Tangmo_Ironhead on 2010-04-12 23:05

โอ้!

จูเลียดช่วยลงมาจากปราสาทด้วย~

โรมีโออ~

555+สวยดีครับHot! confused smile

#5 By Risara na er... on 2010-04-10 11:06

พี่กันต์: จูเลียตของข้าเจ้าอยู่ไหนน่ะออกมาหาข้าเร็ว อ่ะเฮือก~
พี่โช: อะเฮือกกกกกก โรมิโอววววววว~

ฟีลรูปมันพาไปค่ะพี่ หึหึหึopen-mounthed smile

#4 By Himura maya on 2010-04-09 23:54

งามมมมจริงจัง

เคยไปแล้ววววว(เพิ่งจำได้ค่ะ 55)
ตอนนั้นที่ร.ร.ไปเข้าค่ายแล้วพาไปด้วย

#3 By Akatou_ne >w on 2010-04-09 23:52

ได้ความรู้ดี
รอติดตามภาค3big smile

#2 By หว- on 2010-04-09 23:03

ภาพงามจัง

ถ้ามี ภาค 3 เด๋วจะมาชมต่อนะ

ทักทายๆยินดีๆเยี่ยมเยียนกันได้เสมอๆ