พิธีสตี

           

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   

       

    

            เอางานที่ทำแล้วซ้ำกับหัวข้อของเพื่อนมาลงค่ะ (เค้าเรียกว่าเอาของเก่ามาหากินใช่ไหม?) เห็นว่าเป็นหัวข้อที่น่าสนใจและไหนๆก็ลงมือทำมาแล้ว ก็เอามาลงให้อ่านเล่นกันเสียหน่อย

            พิธีสตีหรือสุตตี (सती) หมายถึงประเพณีการทำศพของชาวฮินดู ซึ่งเป็นการบูชายัญตนเองของหญิงม่ายเนื่องในพิธีศพของสามี หญิงที่ทำพิธีจะถูกยกย่องให้เป็น มหาเทวีสตีมาตา และพื้นที่ที่ประกอบพิธีจะเรียกว่า สตีสถล แล้วมีการสร้างโบสถ์วิหารเพื่อบูชากราบไหว้เทวี

            คำว่า สตี เป็นคำในภาษาสันสกฤต แปลว่า การเป็นสตรีผู้ทรงคุณความดีนั้นต้องสัตย์ซื่อต่อสามีอย่างสูง และต้องเมตตากรุณาต่อญาติพี่น้อง ซึ่งคำนี้คงนำมาจากพระนามของพระแม่สตี พระชายาของพระศิวะ ซึ่งมีความซื่อสัตย์ต่อสามีอย่างยิ่งยวด ถึงกับยอมกระโจนเข้ากองไฟเผาตัวเอง เพื่อตัดพ้อบิดาของตนเองเมื่อครั้งที่พระทักษะประชาบดีทำพิธีอัศวเมธโดยมิได้เชิญพระศิวะผู้เป็นสวามีมาร่วมงานพิธีด้วย

            ที่มาของพิธีสตีนั้นอาจมีที่มาจากประเทศกรีซ ซึ่งพิธีบูชายัญด้วยไฟที่คล้ายคลึงกับพิธีสตีนี้ได้ปฏิบัติกันอย่างแพร่หลายในหมู่ชาวเยอรมัน สลาฟ และชนเชื้อชาติอื่นๆ นอกเหนือจากพวกกรีกและเข้ามาสู่ประเทศอินเดียโดยพวก Kushas ในศตวรรษที่ 1พิธีนี้จึงถูกปฏิบัติสืบทอดกันมาอย่างเคร่งครัด ในกลุ่มพวก ราชปุตร หรือผู้ที่ถือวรรณะกษัตริย์ในศาสนาฮินดู

รูปวาดพิธีสตีโดยชาวตะวันตก

            พิธีสตีนี้ยังมีข้อความปรากฏในคัมภีร์ฤคเวทมณฑล๑๐ บทสวด (สูกตะ) ที่ ๑๘ ซึ่งกล่าวถึงพิธีศพ ของชาวอารยันชี้ให้เห็นว่าสตรีที่สามีตายจะนอนเคียงข้างศพสามีบนเชิงตะกอน และมีข้อความในบทสวด เดียวกันว่า

 

"ขออย่าให้สตรีเหล่านี้กลายเป็นหญิงม่าย

ขอให้ภรรยาที่ดี ผู้ตกแต่งร่างกายด้วยน้ำมันและถือน้ำมันเนย

จงสังเวยตนเองแด่พระอัคนี ขอให้สตรีผู้เป็นอมตะ

ผู้ไม่ไร้บุตรและสามี ผู้ประดับกายด้วยรัตนาภรณ์

งเข้าไปในไฟซึ่งมีน้ำเป็นแหล่งกำเนิด"

 

            ข้อความนี้ทำให้เชื่อกันว่าพิธีสตีมีกันมาแต่ครั้งโบราณไม่ต่ำกว่า ๑,๕๐๐ ปี ยังมีผู้แปลคัมภีร์ผู้อื่น มีความคิดเห็นขัดแย้งว่าเป็นการตีความคัมภีร์ผิด เนื่องจากความคล้ายคลึงกันของตัวอักษรและคัมภีร์ฤคเวทนี้ ยังมีการแก้ไขอยู่เรื่อยๆจึงทำให้เชื่อยากว่าการตีความแบบไหนถูกหรือผิด ทำให้ที่มาของพิธีสตียังคงคลุมเครือไม่ชัดเจน

            รูปแบบการประกอบพิธีสตีนั้น มีข้อมูลรายละเอียดจากบันทึกการเดินทางของดวตเต บาร์โบซา  (Duarte Barbosa) ชาวโปรตุเกส ผู้ใช้ชีวิตตั้งแต่วัยหนุ่มในการสำรวจอินเดียภายใต้การสนับสนุนของกษัตริย์ โปรตุเกสและใช้เวลาอยู่ในอินเดียเป็นเวลาประมาณ ๑๒ ปี (ระหว่าง ค.ศ. ๑,๕๐๐ - ๑,๕๑๑) เขาได้บันทึก เรื่องราวขนบธรรมเนียมประเพณีของอินเดียลงในหนังสือชื่อ "A Description of Coasts of East Africa and Malabar" และได้ให้รายละเอียดของพิธีสตีดังนี้

                        ภาพจำลองตัดต่อพิธีสตี

            การเผาตัวตายตามสามีของภรรยาผู้ซื่อสัตย์จะแบ่งออกเป็นกลุ่มหญิงที่มีฐานะต่ำต้อยและกลุ่มหญิงผู้ทรงเกียรติและร่ำรวย

            สำหรับหญิงที่มีฐานะต่ำต้อยนั้น เมื่อศพสามีของนางจะถูกเผาที่ลานกลางแจ้งนอกเมือง ซึ่งจะมีกองไฟกองใหญ่ก่อไว้ ขณะที่กำลังเผาศพอยู่นั้น หญิงหม้ายจะกระโจนเข้าไปในกองไฟด้วยความเต็มใจและถูกเผาตายตามไปด้วย

            และสำหรับหญิงที่มีความร่ำรวยจะมีพิธีที่แตกต่างออกไป คือเมื่อสามีของเธอตาย จะมีการขุดหลุมลึก เท่าความสูงของผู้ชายและใส่เครื่องหอมลงไป จากนั้นก็นำศพของสามีวางลงไปและจุดไฟเผา จากนั้นภรรยาที่เป็นหญิงม่ายก็จะกำหนดวันเวลาแน่นอนที่ตนจะถูกเผาร่วมหลุมศพเดียวกับผู้ตาย และจัดงานเลี้ยงฉลองกันอย่างสนุกสนาน เธอจะมอบทรัพย์สินที่มีอยู่ให้แก่บรรดาญาติพี่น้องและเพื่อนฝูงที่มาร่วมงาน

            เมื่อถึงเวลาที่กำหนด หญิงม่ายที่จะเข้าพิธีสตีจะแต่งกายอย่างหรูหราที่สุด และขึ้นบนหลังม้า โดยม้าที่ใช้จะต้องเป็นม้าสีเทาหรือสีขาวที่สุดเท่าที่จะหาได้ เพื่อให้เธอดูสง่างามที่สุด เดินไปรอบๆเมืองโดยมีผู้เข้าร่วมพิธีปลอบโยนเธอไปตลอดทางจนถึงบริเวณที่สามีเธอถูกเผา

            ในหลุมศพเดียวกับสามีของเธอจะมีการนำฟืนมาวางไว้เพื่อจุดไฟกองโต รอบๆหลุมจะมีห้างล้อมไว้ มีบันไดทางขึ้น ๓-๔ ขั้น หญิงม่ายจะเดินขึ้นไปบนห้างนั้นและเดินวนรอบห้าง ๓ รอบและยกมือชูขึ้นไปบนท้องฟ้า ทำความเคารพไปทางทิศตะวันออก ๓ ครั้ง เสร็จแล้วจะแจกเครื่องประดับที่ติดตัวอยู่ให้แก่บรรดาญาติพี่น้องและเพื่อน จนเหลือเพียงผ้าชิ้นเล็กๆที่ปิดคลุมร่างกายท่อนล่าง และกล่าวแก่บรรดาผู้ชายว่า

 

"ดูกรท่านชายทั้งหลาย

พวกท่านเป็นหนี้บุญคุณภรรยาท่านมากเพียงใด

ภรรยาผู้ซึ่งเต็มใจจะเผาตนเองตายตามสามีไปด้วย"

 

และกล่าวแก่บรรดาพวกผู้หญิงอีกว่า

 

"ดูกรแม่หญิงทั้งหลาย

พวกท่านเป็นหนี้บุญคุณของสามีท่านมากเพียงใด

ด้วยเหตุนี้ขอจงได้ตามเขาไป แม้กระทั่งยามตายเถิด"

 

            หลังจากนั้นบรรดาญาติมิตรจะมอบเหยือกสองหูที่บรรจุน้ำมันให้หญิงม่าย เธอจะนำเหยือกนั้นมาวางบนศีรษะของตนพร้อมกับสวดมนต์ไปด้วย จากนั้นจะเดินวนรอบห้างอีก ๓ รอบ แล้วทำความเคารพไปทางทิศตะวันออกและโยนเหยือกลงไปในหลุมไฟ ก่อนจะกระโจนตามลงไป ญาติพี่น้องของหญิงม่ายจะช่วยกันโยนเหยือกบรรจุน้ำมัน เนยเหลว และฟืนตามลงไปทันที เผื่อให้ไฟโหมเผาร่างหญิงหม้ายให้เหลือเพียงเถ้าถ่านอย่างรวดเร็ว เถ้ากระดูกที่เหลือของเธอจะถูกเก็บโยนลงไปในแม่น้ำ

            แม้พิธีนี้จะถือปฏิบัติกันเป็นประเพณีอย่างยิ่งยวดในหมู่พวกราชปุตร ก็ยังมีหญิงที่ไม่สมัครใจที่จะเข้าพิธีสตีอยู่เช่นกัน และหากหญิงม่ายคนไหนไม่ยอมเข้าพิธีสตี การคงอยู่มีชีวิตต่อไปก็เหมือนนรกทั้งเป็นหญิงม่ายจะกลายเป็นคนไร้วรรณะ ห้ามแต่งงานใหม่ ถูกกีดกันจากสังคม ต้องกินอาหารหลังคนอื่น กินอาหารดีๆไม่ได้ ห้ามประดับกายด้วยของมีค่าและเสื้อผ้าดีๆ ไม่มีสิทธิเข้าร่วมงานรื่นเริง จะไปตักน้ำจากบ่อน้ำของหมู่บ้านไม่ได้ ซ้ำร้ายที่สุดยังต้องกลายเป็นหญิงบำเรอกามให้แก่ผู้ชายทุกคนในครอบครัว

            พิธีสตีค่อยๆเสื่อมความศรัทธาลงและถูกระงับโดยพวกชาวอังกฤษที่มายึดครองอินเดียอยู่เป็นเวลานานนั้นเอง โดยมองว่าเป็นเรื่องโหดร้ายป่าเถื่อนและเป็นการฆาตกรรม ข้าหลวงใหญ่อังกฤษประจำอินเดีย ที่ชื่อ นายพล ลอร์ดวิลเลียม เบนทิงค์ (Lord William Bentinck, 14 September 1774 - 17 June 1839) ซึ่งเป็นนักปฏิรูปด้านมนุษยธรรม ได้ตรากฎข้อบังคับหมายเลขที่ 16 ประจำปี 1829 ขึ้น ซึ่งประกาศว่า

            "การประกอบพิธีสตีหรือการเผา/ฝังสตรีม่ายชาวฮินดูทั้งเป็นนั้น เป็นสิ่งผิดกฎหมาย"

            แม้ว่าจะมีการออกกฎหมายและข้อห้ามในการทำพิธีสตี แต่ก็ยังคงมีการลักลอบประกอบพิธีสตีขึ้น อยู่ตามชนบทที่ห่างไกล ซึ่งมักจะเป็นการลักลอบประกอบพิธีของพวกราชปุตรซึ่งยังคงยึดมั่นในขนบธรรมเนียม ประเพณีแบบเก่านั่นเอง

                        ภาพถ่ายบริเวณที่คาดว่าน่าจะมีการทำพิธีสตี

            ตัวอย่างของพิธีสตีที่ยังคงมีการจัดกันอยู่คือกรณีของนาง รูป กังวาร ซึ่งเข้าพิธีแต่งงานกับสามี ชาวราชปุตร และเมื่อสามีของเธอเสียชีวิตลง เธอก็ได้ถูกพาเข้าพิธีสตีในวันที่ ๔ กันยายน พ.ศ. ๒๕๓๐ ในหมู่บ้านเดโอราลา อ.สิการ์ รัฐราชาสถาน ตอนนั้นรูป กังวารมีอายุเพียง ๑๘ ปีเท่านั้น การที่เธอต้องเข้าพิธี สตีนั้นเกิดจากการที่ถูกบังคับและถูกทับอยู่ใต้กองฟืนเผาศพสามีตนเอง รูป กังวาร เป็นรายที่ ๔ ที่เข้าพิธีสตี ในหมู่บ้านนั้น นับเป็นเหยื่อของความศรัทธาที่น่าเวทนา

            เรื่องราวของการทำพิธีสตีที่มาจากผู้พบเห็นพิธีนั้น มักจะเห็นเป็นภาพของหญิงม่ายที่ถูกกรอบของประเพณีบังคับ ทำให้ต้องทำพิธีสังเวยร่างของตนเองไปกับศพของสามี นับเป็นภาพที่โหดร้ายน่าดูในสายตาของชาวตะวันตกและชนสมัยใหม่ยิ่งนัก

 

 

บรรณานุกรม

จิตนภา ศาตะโยธิน."สตี พิธีบูชายัญตนเองของหญิงหม้ายในอินเดีย".ศิลปวัฒนธรรม.ปีที่๑๑

            (ฉบับที่ ๕): ๒๔-๒๗: มีนาคม ๒๕๓๓.

ประเทือง ทินรัตน์."สตี: หญิงม่ายเผาตัวเองหรือถูกจับไปเผา".ศิลปวัฒนธรรม.ปีที่ ๙ (ฉบับที่๓):

             ๖๒-๖๕ : มีนาคม ๒๕๓๑

แดเนียล_เดโฟ.พิธีสตี. [Online]. เข้าถึงได้จาก:  http://blog.spu.ac.th/print.php?id=11351.

            (วันที่สืบค้นข้อมูล : 19 สิงหาคม 2552)

Wikipedia, the free encyclopedia.Lord William Bentinck.[Online]. เข้าถึงได้จาก

            http://en.wikipedia.org/wiki/Lord_William_Bentinck (วันที่สืบค้นข้อมูล: 19 สิงหาคม 2552)